10 มุมสวยแห่งวัดพระแก้วที่ต้องบันทึก ก่อนทัวร์ลง

By Errorlloyd

ช่วงโควิท-19 นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนไทย ที่จะได้ไปเที่ยวแบบปลอดกลุ่มทัวร์ต่างประเทศ ในสถานที่ท่องเที่ยวดังระดับโลกในกรุงเทพฯ   การเตรียมตัวไปก็ไม่ยาก เพียงตรวจสอบสภาพอากาศประจำวัน หาวันที่ฟ้าใสไร้ฝน และลา-หนีงานไปพร้อมกล้องถ่ายรูปกันเลย  วันนี้พร้อมแล้ว  aDayoff  จะพาทุกคนไปเที่ยววัดพระแก้วและแนะนำมุมถ่ายภาพ พร้อมเรื่องราวสำคัญมาเล่าสู่กันฟัง

วัดพระแก้ว จากทางเดินเข้าบริเวณจำหน่ายตั๋วให้ชาวต่างชาติ จะเห็นพระมหาเจดีย์สีทอง พระมณฑป และยอดพระปรางค์ของปราสาทพระเทพบิดรเรียงตระหง่าน สร้างความอยากค้นหาและเข้าชม

แนะนำมุมสวยที่ต้องบันทึก

1. ภาพมุมกว้างที่หน้าปราสาทพระเทพบิดร
2. แฝงตัวไปกับประติมากรรมครุฑยุดนาคที่ฐานปัทม์รอบพระอุโบสถ
3. กับอีกมุมกว้างที่ต้องเข้าคิวขึ้นถ่ายที่ขั้นบันไดทางขึ้นพระศรีรัตนเจดีย์
4. ถ่ายภาพคู่กับยักษ์ดีใจจากเรื่องรามเกียรติ์ 
5. ปล่อยใจให้หลุดลอยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียง 
6. เดินชมพระวิหารยอด
7. เก็บภาพยักษ์ และขุนกระบี่ ที่พระสุวรรณเจดีย์ 
8. ชมความอลังการของสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานตะวันตกที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 
9. ถ่ายภาพหมู่หน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
10. เก็บตกศิลปกรรมรัตนโกสินทร์เข้าอัลบั้มภาพ

มารู้จักวัดพระแก้วกันก่อน

วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว สร้างในรัชกาลที่ 1 ในปี พ.ศ. 2325 ตั้งอยู่ในกำแพงพระบรมมหาราชวัง  ถือว่าเป็นประเพณีการสร้างวัดในเขตพระราชวังหลวงที่สืบต่อกันมา เฉกเช่นเดียวกับ การสร้างวัดมหาธาตุในเขตพระราชวังหลวงยุคกรุงสุโขทัย และวัดพระศรีสรรเพชญในเขตพระราชวังหลวงยุคกรุงศรีอยุธยา

เมื่อเดินผ่านทางเข้าหน้าพระอุโบสถแล้ว เราจะพบกับความตระการตาของสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์

เนื่องจากพระบรมมหาราชวัง เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ และยังคงใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ตลอดจนรับรองพระราชอาคันตุกะ ทำให้วัดพระแก้วถูกจัดเป็นพระอารามหลวงชั้นพิเศษไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เป็นสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ตามโบราณราชประเพณี

รู้จักวัดพระแก้วแล้ว ต่อไปเริ่มค้นหา 10 มุมสวย ที่ต้องบันทึกกันเลย

1. ภาพมุมกว้างที่หน้าปราสาทพระเทพบิดร

ปราสาทนี้ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต แต่ด้วยพื้นที่ภายในเล็ก ทำให้ไม่สะดวกต่อการประกอบพระราชพิธี ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1-9 และเปิดให้เราเข้าไปถวายบังคมพระบรมรูปในวันจักรี และวันสำคัญอื่นของประเทศ เช่น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันฉัตรมงคล วันปิยะมหาราช และวันชาติ  และวันอื่นๆ ตามการประกาศเพิ่มเติมจากพระบรมมหาราชวัง

ภาพปราสาทพระเทพบิดร ถ่ายจากซุ้มประตู (ประตูไม่เปิดให้เดินเข้าออก) ภาพนี้แนะนำให้ไปถ่ายเป็นมุมแรกๆ ที่เข้าในวัดช่วงเข้าก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามากันจำนวนมาก

ความงดงามของปราสาทพระเทพบิดร ใช่แค่เพียงสถาปัตยกรรมแบบจัตุรมุขที่มีผังเป็นรูปกากบาทและหน้าจั่วหันออกทั้ง ๔ ทิศ แต่ยังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยหลังคายกยอดทรงพระปรางค์ 

ยอดพระปรางค์พระเทพบิดร
ถ่ายซูมยอดนภศูล  เครื่องประดับยอดพระปรางค์ เมื่อใช้กล้องซูมขึ้นไป จะพบว่ามีต้นไม้เล็กๆ ที่ปลายพระปรางค์

มุมแรก เราสามารถถ่ายภาพจากหน้าปราสาท จัดภาพให้พื้นหลังเป็นปราสาทพระเทพบิดร ตั้งตระหง่านเมื่อมองจากพื้นด้านล่าง เลนส์ที่เหมาะสมคือเลนส์ Wide Angle เท่านั้น เพื่อที่จะเก็บภาพของปราสาทและพระสุวรรณเจดีย์ทั้งสองข้างได้ครบ

มุมสอง ให้นางแบบไปบริเวณด้านหน้าและใช้เลนส์ซูมขึ้นไป และใส่เนื้อหาในภาพให้ดูธรรมชาติด้วยการจับจังหวะที่นางแบบพูดคุยกัน

2. แฝงตัวไปกับประติมากรรมครุฑยุดนาคที่ฐานปัทม์รอบพระอุโบสถ

ประติมากรรมลอยตัวครุฑยุดนาคจำนวน 112 รูป ที่ฐานปัทม์ของพระอุโบสถ ในวัดพระแก้ว เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเยือนวัดพระแก้ว  ครุฑยุดนาคเป็นพุทธศิลป์ ที่เล่าตำนานศึกสายเลือดของพี่น้องร่วมพระราชบิดาพระกัศยปเทพบิดร  โดยพญาครุฑมีพระมารดา คือ นางวินตา  และพญานาค มีพระมารดา คือ นางกัทรุ  นางวินตาและนางกัทรุเป็นพี่น้องกัน ความบาดหมางเกิดเพราะนางวินตาเกิดความริษยา ขอพระกัศยปเทพบิดรให้ลูกตนกินพวกนาค  

ครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองสำริด มีความเงาวาวและให้แสงเงาได้ดีในช่วงแสงแทยงตอนเช้า ทำให้เห็นความชัดลึกคมและเกิดคอนทราส (Contrast) แต่ด้วยความสวยงามทำให้การถ่ายกับบุคคลไม่ง่ายตาม  

วันนี้ เราทดลองถ่ายซูมในระยะปานกลางโดยตั้ง Aparture หรือความชัดลึกที่ตัวเลขเยอะๆ เพื่อทำให้ Background ยังคงคมชัดไม่เบลอ และให้นางแบบหันหน้าไปรับแสงแทยง เทคนิคเล็กๆ น้อย คือ การหันหน้านางแบบไปทิศเดียวกับหน้าของครุฑเพื่อสร้างความกลมกลืน 

จุดที่ต้องระวัง คือ การหลบเงาดำจากเสาอุโบสถ ไม่ให้บังหน้า แต่ถ้าลองเล่นกับเงาดำ ก็จะทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจอีกแบบ 

สิ่งที่ไม่ควรพลาด คือ เมื่อเดินชมรอบอุโบสถ และเข้ากราบสักการะพระแก้วมรกตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราสามารถซูมถ่ายภาพภายในพระอุโบสถได้ แต่ต้องยืนจากด้านนอกเท่านั้น ดังนั้นการเก็บภาพสำคัญนี้ จะต้องนำกล้องที่มีเลนส์ซูมประมาณ 200 มม. ผนวกกับตั้ง ISO สูงๆ เพื่อเก็บภาพภายใน เราไม่แนะนำให้นำภาพที่ได้มาเผยแพร่เพื่อการค้า 

ภาพภายในอุโบสถ ที่เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ศิลปะแบบล้านนา ปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ และถูกโอบล้อมด้วยจิตรกรรมฝาผนังเรื่องไตรภูมิ ชาดก  หากต้องการชมเครื่องทรงของพระแก้วมรกตใกล้ๆ แวะไปชมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ทางออก

3. กับอีกมุมกว้างที่ต้องเข้าคิวขึ้นถ่ายที่ขั้นบันไดทางขึ้นพระศรีรัตนเจดีย์

พระศรีรัตนเจดีย์ คือ เจดีย์สีทองทรงลังกาที่เป็นสัญลักษณ์ของวัดพระแก้วที่พวกเราเห็นจากสนามหลวง เจดีย์นี้สร้างในรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ในสมัยรัชกาลที่ 4 เจดีย์นี้มีสีขาว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการตกแต่งกระเบื้องโมเสกสีทองที่ทำจากทองคำเปลวเพิ่มเติม

ภาพมุมสำคัญนี้ แนะนำให้ถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้าง เพื่อเก็บนางแบบและเจดีย์ให้ครบทั้งองค์ได้สมบูรณ์ จุดถ่ายภาพนี้ อนุญาตให้ถ่ายทีละคน และมีป้ายกำกับให้ยืนถ่ายภาพอย่างชัดเจน ไม่อนุญาตให้ย้ายป้ายได้ เราจึงต้องยืนหน้าป้ายเพื่อปังป้ายนั่นเอง

4. ถ่ายภาพคู่กับยักษ์ดีใจจากเรื่องรามเกียรติ์ 

ประติกรรมลอยตัวขนาดใหญ่ ที่เป็นจุดเด่นรอบวัดพระแก้ว คือ เหล่ายักษ์ทวารบาล ที่มีสีสันแตกต่างกัน และเป็นตัวละครสำคัญในวรรณคดีรามเกียรติ์  ยักษ์ในวัดพระแก้วมีจำนวน 12 ตน โดยประจำอยู่ที่ 6 ประตูหลัก ประตูละคู่ 

เราลองหาวิธีถ่ายภาพคู่กับยักษ์ โดยให้นางแบบขึ้นไปยืนข้างพระศรีรัตนเจดีย์ ทำให้ภาพในภาพคนและยักษ์อยู่ในเฟรมเดียวกันลงตัว นอกจากนี้ยังแนะนำให้ตั้ง Aparture หรือความชัดลึกที่ตัวเลขเยอะ เพื่อทำให้รายละเอียดยักษ์ยังคงคมชัดไม่เบลอ 

5. ปล่อยใจให้หลุดลอยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียง 

จิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงเขียนเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ มีจำนวน 178 ห้องภาพ และเขียนด้วยสีฝุ่นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และมีการเขียนเพิ่มเติมจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7  

ห้องภาพที่ห้ามพลาดชม คือ ห้องที่ 53 คือ ภาพจากเรื่องรามเกียรติ์ตอนหนุมานอาสาอมพลับพลาพระราม และมัยราพณ์สะกดทัพ มีความงดงามด้วยภาพวาดหนุมานสีขาวขนาดใหญ่ พร้อมรายละเอียดการเขียนลายไทยไว้อย่างครบถ้วน ผลงานนี้ เขียนโดยนายสง่า มะยุระ ปี พ.ศ. 2473 และเขียนซ่อมเมื่อปี  พ.ศ. 2517 โดย นายโหมด ว่องสวัสดิ์  

เทคนิคการถ่ายกับจิตรกรรมอีกแบบ คือ การเลือกภาพที่มีสีโทนเดียวกับเสื้อผ้าเรา และ เลือกมุมที่แสงเข้าด้านข้างและหันหน้ารับแสงในอาการสำรวม 

หรือเดินลอดซุ้มภาพจิตรกรรมฝาผนังพร้อมฉากหลังทอดยาวเป็นพระระเบียงให้เกิดมิติของภาพ

6. เดินชมพระวิหารยอด

พระวิหารยอด อยู่ที่พื้นราบด้านหลังพระมณฑป เป็นวิหารที่มียอดทรงมงกุฎประดับกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้  พระวิหารยอดที่เราเห็นในปัจจุบัน เป็นองค์ที่ 2 ที่สร้างในรัชกาลที่ 3 แทนพระวิหารเดิมมีสีขาวที่สร้างมาแต่รัชกาลที่ 1 ภายในมีพระพุทธรูปสำคัญของประเทศ พระวิหารยอดเคยเป็นที่ประดิษฐานพระเทพบิดรที่อัญเชิญมาจากพระปรางค์วัดพุทไธสวรรย์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะย้ายไปประดิษฐานที่ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระแก้ว

การถ่ายภาพในมุมนี้ แนะนำให้ใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อให้จับภาพวิหารได้ครบ เพราะพื้นที่จำกัด

7. เก็บภาพยักษ์ และขุนกระบี่ ที่พระสุวรรณเจดีย์

พระสุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงเครื่องย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งขนาบหน้าปราสาทพระเทพบิดร สร้างโดยรัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างเพื่ออุทิศถวายพระราชบิดา-มารดา  ความงดงามอยู่ที่มีพญายักษ์ และขุนกระบี่ รายล้อมที่ฐานเจดีย์ จำนวน 20 ตน มีสีสันสดใสตัดกับสีเจดีย์สีทองอร่าม การถ่ายภาพวันนี้ เรา Crop หรือซูมเข้าไปที่ยักษ์ในมุมต่างๆ ให้ตัดกับฉากสถาปัตยกรรมมุมอื่นๆ

8. ชมความอลังการของสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานตะวันตกที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 

เมื่อเที่ยววัดพระแก้วจนครบถ้วนแล้ว ออกจากวัดจะพบกับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5  พระที่นั่งฯ ออกแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยตัวอาคารพระที่นั่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่ยกยอดพระที่นั่งเป็นหลังคาแบบปราสาทตามแบบสถาปัตยกรรมไทยจำนวน 3 องค์ อันได้รับแนวคิดมาจากพระที่นั่งสรรเพชญในสมัยอยุธยา  

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท กับช่วงก่อนเที่ยงที่ยังย้อนแสง อาจจะต้องไปใหม่ในช่วงบ่าย
กระถางหน้าพระที่นั่ง

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นสถานที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะของพระมหากษัตริย์  และที่ยอดพระมหาปราสาท เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 – รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากนี้ ภายในอาคาร ยังมีพิพิธภัณฑ์เครื่องศาสตราวุธโบราณอีกด้วย

จุดถ่ายภาพนี้ แนะนำว่ามาช่วงบ่าย เพื่อให้แสงลงด้านหน้าตึก ไม่ควรไปยืนรบกวนการทำงานของทหารองค์รักษ์ และไม่ควรถ่ายภาพของทหารองค์รักษ์ เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล

9. ถ่ายภาพหมู่หน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทนี้ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นพระที่นั่งทรงจัตุรมุข ถอดแบบมาจากพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ กรุงศรีอยุธยา พวกเราในยุคสมัยปัจจุบัน จะคุ้นเคยกับชื่อพระที่นั่งนี้ และบางท่านอาจจะได้เข้าไปภายในกันบ้าง เพื่อถวายบังคมพระบรมศพของรัชกาลที่ 9

ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมภายนอกที่ควรสังเกตุมีอยู่หลายจุด เช่น หางหงส์แบบนาคเบือน  รูปครุฑยุดนาคขนาดใหญ่ หน้าบันรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ

หางหงส์แบบนาคเบือนที่หาชมได้ยากประดับประดาปลายหน้าบัน และครุฑยุดนาคตนที่ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นประติมากรรมที่สร้างใหม่ เราสามารถชมครุฑยุดนาคชิ้นแรกที่พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ที่หน้าพระที่นั่ง มีมุมสวยสำหรับการถ่ายภาพหมู่ และเหมาะกับการถ่ายภาพในช่วงบ่ายเพื่อให้พระที่นั่งรับแสงตรงและหน้าคนจะไม่มืดด้วย การถ่ายภาพต้องตั้งเลนส์มุมกว้าง เพื่อให้เก็บภาพได้ครบ  และแนะนำให้ตั้งกล้องที่พื้นและเชยกล้องขึ้น

10. เก็บตกศิลปกรรมรัตนโกสินทร์

หากเดินถ่ายภาพมุมกว้าง หรือ ถ่ายภาพกับเพื่อนๆ เสร็จแล้ว เราขอแนะนำเดินกลับเข้าไปในรอบวัดอีกรอบ พร้อมกล้องที่ติดเลนส์ซูม เพื่อซูมมองหามุมสวยๆ หรือเก็บภาพศิลปะไทยยุครัตนโกสินทร์ มาดูชิว่าวันนี้ เราเก็บตกภาพเพิ่มเติมอะไรได้บ้าง 

พระบุษบกที่ตั้งอยู่ 4 มุมของพระมณฑป เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสัญลักษณ์และพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9
พระมณฑป ตั้งอยู่ระหว่างพระมหาเจดีย์ และ ปราสาทพระเทพบิดร เดิมในสมัยรัชกาลที่ 1 พื้นที่พระฆณฑปเป็นหอพระมณเฑียรธรรมสร้างด้วยไม้อยู่กลางสระน้ำ ต่อมาได้ถมสระน้ำสร้างพระมณฑปองค์นี้ขึ้นแทน โดยเลียนแบบพระมณฑปที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทในจังหวัดสระบุรี ภายในตั้งตู้ไม้ประดับมุกประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่
ที่มุมพระมณฑปเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากชวา (อินโดนีเซีย) ทำจากหินลาวาจำนวน 4 องค์ ที่รัฐบาลชวาได้ทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันพระพุทธรูปทั้งหมดดังกล่าว ได้ย้ายไปตั้งในพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตรศาสดาราม หากเราไปวัดพระแก้ววัดวันนี้ จะเห็นองค์จำลองตามภาพนี้
ฤาษีสัมฤทธิ์ สร้างในรัชกาลที่ 3 เพื่อระลึกถึงการแพทย์แผนโบราณ 
ซูมภาพไปยอดพระอัษฎามหาเจดีย์ พระอัษฎามหาเจดีย์สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ รวมทั้งสิ้น 8 องค์ สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
หอพระฆังเดิมสร้างด้วยไม้ในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงบูรณะสร้างใหม่ด้วยปูนและประดับกระเบื้องถ้วยและกระเบื้องดินเผา
ฐานหอระฆัง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี Pastel
ช่อฟ้าหอระฆัง เป็นเศียรพญานาค ทำจากกระเบื้องเคลือบสี Pastel
ช่อฟ้าปากนกที่อุโบสถ
อุโบสถปิดทองประดับกระจก แวววาวละลานตามาก
หน้าบันพระอุโบสถพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค
หน้าบันปราสาทพระเทพบิดร

อยากมาถ่ายภาพสวย ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

  • การมาเที่ยววัดพระแก้ว จะต้องแต่งกายสุภาพเท่านั้น กางเกงยาว กระโปรงยาว ไม่รัดรูป หากสวมใส่กางเกงยีนส์มา ผ้าไม่ขาดรุ่งริ่ง 
  • สีเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพนั้น คือ สีอ่อนหรือสีสว่าง ไม่แนะนำสีทีบ ส่วนสไตส์เสื้อผ้ามี 3 ประเภท คือ ชุดไทยยุครัตนโกสินทร์ เสื้อผ้าร่วมสมัยสไตล์กับกระโปรงทรงผ้าถุงลายวินเทจเก๋ๆ หรือ ถ้าชอบความสบายๆ ก็ใส่เดรสแนวโบฮีเบียนพริ้วๆ ได้
  • ก่อนมาส่องกระจก ฝึกโพสต์ท่าในกริยาที่สำรวม หรือหามุมทีเผลอสวยๆ ของเราขณะชมความงดงามของศิลปกรรมในวัด
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพในวันแสงแดดแรงๆ คือ ช่วง 8.30-10.00 น. สามารถถ่ายภาพบุคคลและจัดนายแบบนางแบบถ่ายภาพกับสถาปัตยกรรมที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีฟ้าจัดได้ หากไปวันที่ฟ้ามีเมฆทึบ ก็สามารถถ่ายกลางแจ้งภาพบุคคลไปได้ถึง 11 โมง
  • วัดพระแก้วและบริเวณพระบรมมหาราชวังเปิดให้ชมฟรีสำหรับคนไทยทุกวัน ตั้งแต่ 8.30 น. ถึง 15.30 น. เตรียมพร้อมเผื่อเวลาเดินทางไปขับกันดีๆ สถานที่ต่างๆ ในพระบรมมหาราชวังอาจจะมีปิดบางส่วน หรือเปิดเพิ่มเติมในวันพิเศษ ดูรายละเอียดได้ในหมวดปฏิทินในเว็บไซต์ www.royalgrandpalace.th 

วันนี้ ภาพที่เราเก็บมาฝากเป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้น  วัดพระแก้วยังมีอีกหลายๆ มุมให้ค้นหา ให้พินิจชมและศึกษาศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์อีกมาก และการเก็บภาพวันนี้ จะเป็นการเก็บภาพในครึ่งเช้าเท่านั้น ซึ่งเรามั่นใจว่ามุมมองและแสงในยามบ่ายและฤดูกาลอื่นๆ จะมีสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก 

สำหรับวันนี้ ขอลากลับบ้าน แต่มีสัญญาใจว่าจะกลับไปเที่ยววัดพระแก้วอีกแน่นอน

ก่อนกลับแวะชมพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วยนะ ชมสมบัติของชาติ ชมเครื่องทรงพระแก้วมรกต 3 ฤดูใกล้ๆ และ ครุฑยุดนาคที่ประดิษฐานที่หลังคาของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระพุทธรูปจากหินลาวาจากชวา
ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ
และเผื่อเวลาชมพิพิธภัณฑ์ผ้าพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง อีกหนึ่งความประทับใจที่คนไทยได้เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของพระองค์ และนิทรรศกาลยังเล่าเรื่องความรักระหว่างพระองค์และรัชกาลที่ 9

ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ค่าเข้า 150 บาท โดยบัตรยังสามารถแสดงเพื่อเข้าชมชมโขน ณ โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง  และ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (บัตรนี้มีอายุ 7 วัน โดยนับจากวันที่ซื้อบัตร)

📍ที่ตั้ง

ถนน หน้าพระลาน แขวง พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
Google map location: https://goo.gl/maps/dqNEseqEjUKmd8yT6

💳ค่าเข้า

คนไทยเข้าฟรี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนละ 500 บาท

🚘การเดินทาง

  • รถยนต์ส่วนตัว จอดที่ท่ามหาราช วัดมหาธาตุ ราชนาวีสโมสร ค่าจอดอยู่ที่ชั่วโมงละ 20-40 บาทแล้วแต่สถานที่
  • รถเมล์ที่ผ่านวัดพระแก้วมีหลายสาย ตรวจสอบสายรถเมล์ได้ที่นี่
  • ไป BTS ต่อเรือ ลง BTS สถานีสะพานตากสิน และต่อเรือไปท่าเตียน หรือท่ามหาราช

📆เปิดทำการ

ทุกวัน 8.30 น. – 15.30 น.

แหล่งข้อมูล
1. www.royalgrandpalace.th
2. https://sites.google.com/site/ar3165216680461/home/1-meaning?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1
3. https://lifestyle.campus-star.com/scoop/183324.html
4. https://www.silpa-mag.com/history/article_12192
5. https://www.silpa-mag.com/history/article_12518

This entry was posted in CULTURE, PHOTO TIPS
Errorlloyd

เริ่มการท่องเที่ยวสะพายกล้อง มาตั้งแต่อายุ 29 ปี มิชชั่น คือ ทุกปีต้องเดินทางไปที่ที่ไม่เคยไป เพื่อค้นหาเรื่องราว เข้าใจที่มาที่ไป รู้จักชีวิตหรือความคิดของคนต่างถิ่น ทุกสุดสัปดาห์ จะต้องเสาะหาสถานที่เที่ยวที่สามารถเดินทางได้ใน 1 วัน และทุกวันหลังเสร็จจากภารกิจงานและชีวิต มุ่งหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *