ตามรอยพระแก้วมรกต จากตำนานเล่าขานกว่า 1,600 ปี จากชมพูทวีป ลังกา พุกาม ล้านนา ล้านช้าง สู่กรุงรัตนโกสินทร์

วันนี้มีโอกาสได้ไปสักการะ พระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ทุกครั้งที่ไปกราบพระแก้วมรกต จะได้ฟีลของความสงบ สติ และสมาธิ รู้สึกตัวเบาสบาย ราวกับได้ชะล้างสิ่งไม่ดีหรือพลังลบออกจากตัว

ขอแชร์ภาพเพื่อร่วมอนุโมทนา พร้อมทั้งขอสรุปตำนานและประวัติของพระแก้วมรกตจากการศึกษาข้อมูลหลายแหล่งมาแบ่งปันกัน หากเพื่อน ๆ ผู้อ่านมีแหล่งข้อมูลหรือความรู้เพิ่มเติม สามารถเสริมและแนะนำกันได้เลย

พระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่บนบุษบกทองคำภายใน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม รายล้อมด้วยเครื่องยอด ฉากหลังเป็นจิตรกรรมฝาผนังสัญลักษณ์ทางพุทธศิลป์และคติจักรวาล

ตำนานพระแก้วมรกตช่วงแรก

พ.ศ. 500 – 1977
จากชมพูทวีป สู่ลังกา กัมโพช และการซ่อนองค์พระในล้านนา
(อ้างอิงจาก ตำนานรัตนพิมพวงศ์)

กำเนิดพระแก้วมรกต ณ ชมพูทวีป

ตำนานกล่าวว่า พระแก้วมรกตสร้างโดยเทวดา เมื่อปี พ.ศ. 500 เพื่อถวายแก่พระอรหันต์นามว่า พระนาคเสนเถระ ผู้พำนักอยู่ ณ เมืองปาตลีบุตร แคว้นมคธ ชมพูทวีป (อินเดีย)
โดยได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ไว้ในส่วนต่าง ๆ ขององค์พระ ได้แก่ โมลี (ยอด) พระนลาฏ (หน้าผาก) พระนาภี (ท้อง) พระหัตถ์ซ้าย–ขวา และพระเพลาซ้าย–ขวา

จากชมพูทวีปสู่ลังกา

ต่อมาในปี พ.ศ. 800 เกิดมหากลียุคและความวุ่นวายในเมืองปาตลีบุตร บรรดาผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงอัญเชิญพระแก้วมรกต พร้อมพระไตรปิฎก ลงเรือสำเภาลี้ภัยไปยัง ทวีปลังกา

จากลังกาสู่กรุงอินทปัตถ์

เมื่อปี พ.ศ. 1000 พระเจ้าขัตติยศรีรามวงศ์แห่งลังกา ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าอนุรุทธแห่งพุกาม โดยพระเจ้าอนุรุทธส่งราชทูตไปคัดลอกพระไตรปิฎกที่ลังกา และขออัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่พุกาม
แต่ระหว่างเดินทางกลับ เรือสำเภาที่อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระไตรปิฎกถูกพายุมรสุมพัดจนหลงเข้าไปขึ้นฝั่งที่ กรุงอินทปัตถ์

เจ้ากรุงอินทปัตถ์ หรือ พระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์ โปรดให้อำมาตย์คุมสำเภานำพระไตรปิฎกกลับไปถวายคืนแก่พระเจ้าอนุรุทธ แต่ไม่ได้ส่งพระแก้วมรกตกลับไปด้วย

จากอินทปัตถ์สู่ล้านนา

ต่อมาเกิดอาเพศและพายุฝนตกหนักหลายเดือนในกรุงอินทปัตถ์ จนพระเจ้าเสน่ห์ราช เจ้าครองเมือง สวรรคต

ตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระรูปหนึ่งได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงเรือหนีภัยมาที่อโยธยา และต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชรได้ทูลขออัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ เมืองกำแพงเพชร
จากนั้นเจ้าเมืองเชียงแสนได้ทูลขออัญเชิญต่อไปยัง เมืองเชียงแสน

ครั้นเมื่อเมืองเชียงแสนเกิดศึกกับเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงแสนทรงมีพระบัญชาให้พอกปูนลงรักปิดทององค์พระให้เหมือนพระพุทธรูปทั่วไป แล้วซ่อนไว้ใน เจดีย์ป่าญะ (บางตำนานว่าเป็นสถูป) ณ วัดพระแก้วงามเมือง แทนการอัญเชิญหนีภัยสงคราม

ประวัติศาสตร์พระแก้วมรกตจากหลักฐานโบราณคดี

พ.ศ. 1977 – ปัจจุบัน

พ.ศ. 1977 เจดีย์วัดพระแก้วงามเมือง เมืองเชียงราย เกิดการทรุดโทรมพังลง (บางตำนานว่าเกิดฟ้าผ่า) ทำให้พบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ต่อมาเนื้อปูนกระเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อสีเขียวของมรกตบริสุทธิ์ จึงทราบว่าเป็นพระแก้วมรกต และอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เมืองเชียงราย มีประชาชนหลั่งไหลมานมัสการเป็นจำนวนมาก

ต่อมา พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งล้านนาทรงมีพระประสงค์จะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปเชียงใหม่ แต่ระหว่างทาง ช้างที่เชิญองค์พระเกิดตื่นตกใจและหันเข้าไปทางเมืองลำปาง จึงประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้ที่ วัดพระแก้วดอนเต้า เมืองลำปาง นานถึง 32 ปี

จนถึงปี พ.ศ. 2011 จึงสามารถอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ได้ และประดิษฐานอยู่ที่นั่นรวม 84 ปี

หลังจากนั้น เมื่อ พ.ศ. 2095 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เจ้าเมืองล้านนา ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ เมืองหลวงพระบาง เมื่อครั้งที่พระองคมีพระราชกิจเกี่ยวกับพระญาติที่หลวงพระบาง ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ปกครองทั้งล้านนาและล้านช้างและประทับอยู่ที่ล้านช้าง และย้ายไปพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ หอพระแก้ว เมืองเวียงจันทน์ เป็นเวลานานถึง 215 ปี เพื่อป้องกันภัยจากกองทัพมอญ

เครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูหนาว กำหนดการเปลี่ยน ณ​ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 
(ถ่ายเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569)

และแล้ว เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือรัชกาลที่ 1) ทรงตีได้เมืองเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. 2321 จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ โรงพระแก้วในพระราชวังเดิม ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์ โปรดให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ. 2327 จนถึงทุกวันนี้

ครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูฝน กำหนดการเปลี่ยน ณ​ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 
ถ่ายเมื่อปี 2020

ตำนานกับปริศนาทางโบราณคดี

ตำนานพระแก้วมรกตช่วงก่อน พ.ศ. 1977 ปรากฏใน ตำนานรัตนพิมพวงศ์ ซึ่งบันทึกขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา (พ.ศ. 1985–2030) หลังการค้นพบพระแก้วมรกตที่วัดพระแก้วงามเมือง

นักโบราณคดีพบเรื่องราวพระแก้วมรกตในพงศาวดารหลวงพระบางและพงศาวดารกัมพูชา แต่ไม่พบหลักฐานในอินเดีย ลังกา และพม่า จึงมีความเห็นว่า พระแก้วมรกตน่าจะมีอายุราว 500–600 ปี โดยพิจารณาจากรูปแบบศิลปกรรมล้านนา สกุลช่างเชียงแสน–พะเยา
ส่วนตำนานตั้งแต่ พ.ศ. 500 อาจเป็นการสร้างเรื่องเพื่อเสริมบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ

แม้ตำนานจะไม่อาจพิสูจน์ได้ทั้งหมด แต่ พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร คือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ
เชื่อกันว่าผู้บูชาจะได้รับโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง และความร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งยังเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเยือน

ตั้งนะโม 3 จบ
วาละลุกัง สังวาตังวา (3 จบ)
— คาถาบูชาพระแก้วมรกต 🙏

แหล่งข้อมูล

https://th.wikipedia. org/wiki/พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

https://th.wikipedia.org/wiki/ตำนานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

เปิด “ตำนานพระแก้วมรกต” จากพระนิพนธ์ “สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ”

หนังสือตำนานโบราณตำนานรัตนพิมพวงศ์

Errorlloyd

Errorlloyd

เริ่มการท่องเที่ยวสะพายกล้อง มาตั้งแต่อายุ 29 ปี มิชชั่น คือ ทุกปีต้องเดินทางไปที่ที่ไม่เคยไป เพื่อค้นหาเรื่องราว เข้าใจที่มาที่ไป รู้จักชีวิตหรือความคิดของคนต่างถิ่น ทุกสุดสัปดาห์ จะต้องเสาะหาสถานที่เที่ยวที่สามารถเดินทางได้ใน 1 วัน และทุกวันหลังเสร็จจากภารกิจงานและชีวิต มุ่งหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
Previous post Unseen Museum พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จสังฆราชแพ กรุพุทธโบราณวัตถุที่ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพ
Next post ศิลปะเพื่อแม่ของแผ่นดิน นิทรรศการจิตรกรรม พระราชินีสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ Ratchadamnoen Contemporary Art Center